๑คืนที่น้ำมาก่อนประกาศ
ป้าสายหยุด ศรีเมือง วัย 72 ปี จำได้ว่าคืนนั้นเสียงแรกที่ได้ยินไม่ใช่เสียงฝน แต่เป็นเสียงกะละมังสังกะสีลอยไปกระทบเสาบ้าน ตอนนั้นราวตี 2 ป้าเปิดไฟฉายส่องลงไปที่บันได น้ำคลองที่เมื่อหัวค่ำยังอยู่ต่ำกว่าตลิ่งไม่ถึงคืบ ขึ้นมาถึงขั้นที่ 3 แล้ว ข้อความเตือนน้ำท่วมมาถึงโทรศัพท์ของลูกชายตอน 6 โมงเช้า หลังจากที่ตู้เย็น เตาแก๊ส และโฉนดที่ดินทั้งแฟ้มจมอยู่ใต้น้ำไปแล้ว 4 ชั่วโมง๑
“ตอนนั้นเราคิดว่าต้องสู้” ป้าเล่าขณะนั่งบนแคร่ไม้ใต้ชายคาบ้านที่ยกสูงขึ้นแล้ว “ทุกบ้านซื้อกระสอบทราย ก่ออิฐกั้นหน้าประตู บางบ้านเทปูนยกธรณีประตูขึ้นไปอีก ปีต่อมาน้ำมาอีก มันก็ข้ามกำแพงเข้ามาเหมือนเดิม แต่คราวนี้มันออกไปไม่ได้ เพราะเราสร้างอ่างให้มันเอง”
ชุมชนริมคลองพลับพลึงเงินมีบ้านเรือนราว 140 หลังคาเรือน เรียงยาวเกือบ 2 กิโลเมตรตามคลองสายเล็กที่ไหลลงแม่น้ำสายใหญ่ของเมือง คนที่นี่อยู่กับน้ำมาหลายชั่วอายุคน บ้านรุ่นปู่ย่ายกใต้ถุนสูงเพราะรู้ว่าน้ำหลากทุกปลายฝน แต่ในช่วง 30 ปีก่อนน้ำท่วมใหญ่ ใต้ถุนเหล่านั้นถูกก่ออิฐปิดทีละหลังเพื่อทำห้องเช่า ร้านขายของชำ และที่จอดมอเตอร์ไซค์ บ้านทั้งซอยจึงค่อยๆ ลงมาอยู่บนพื้นดินโดยไม่มีใครตั้งใจ
น้ำท่วมใหญ่เมื่อ 15 ปีก่อนทำให้ทุกคนเห็นพร้อมกันว่าการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ที่สะสมมาหลายสิบปีนั้นมีราคาเท่าไร บ้านที่ปิดใต้ถุนเสียหายหนักกว่าบ้านที่ยังเปิดโล่งเกือบทุกหลัง และกำแพงกั้นน้ำที่สร้างกันในปีต่อๆ มาก็ทำให้น้ำขังนานขึ้นแทนที่จะสั้นลง
๒ยกบ้านขึ้นทีละหลัง
การเปลี่ยนแปลงเริ่มจากช่างไม้คนหนึ่ง ลุงเชิด ทองดี ยกบ้านของตัวเองขึ้นในปี 2557 ด้วยแม่แรงไฮดรอลิกที่เช่ามา 8 ตัว กับเพื่อนบ้านอีก 5 คนที่มาช่วยแลกข้าวกลางวัน บ้านไม้ 2 ชั้นทั้งหลังถูกดันขึ้นวันละไม่เกิน 10 เซนติเมตร เพื่อไม่ให้ข้อต่อไม้ร้าว ใช้เวลา 19 วันกว่าจะสูงขึ้น 1.40 เมตร แล้วจึงหล่อตอม่อใหม่รองรับ
“คนมายืนดูทุกวัน บางคนก็หัวเราะ” ลุงเชิดว่า “ไม่มีใครเชื่อว่าบ้านทั้งหลังจะขึ้นไปได้โดยไม่ต้องรื้อ จนน้ำมาปีถัดไป บ้านผมเป็นหลังเดียวในซอยที่ยังหุงข้าวได้”
ถึงวันนี้ ลุงเชิดกับทีมช่างที่ฝึกกันขึ้นในชุมชนยกบ้านไปแล้ว 41 หลัง ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยหลังละราว 180,000 บาท ชาวบ้านจ่ายผ่านกองทุนออมทรัพย์ที่ตั้งกันเองในปี 2558 สมาชิกฝากเดือนละ 300 บาท และกู้ได้โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำ ใช้เพื่อนบ้าน 2 คนรับรองแทน๒ ตลอด 11 ปีที่ผ่านมามีหนี้เสียเพียง 2 ราย
ที่สำคัญกว่าตัวบ้านคือสิ่งที่ชาวบ้านตกลงร่วมกันว่าจะไม่ทำ ใต้ถุนที่ได้มาใหม่ต้องเปิดโล่ง ห้ามก่อผนังทึบ ห้ามเทพื้นสูงกว่าถนน และของที่วางไว้ใต้ถุนต้องยกขึ้นได้ภายใน 2 ชั่วโมง กติกาข้อนี้ไม่มีกฎหมายรองรับ แต่บังคับใช้ได้จริง เพราะทุกบ้านรู้ว่าผนังทึบหลังเดียวจะดันน้ำไปท่วมบ้านข้างๆ
เราไม่ได้ชนะน้ำ เราแค่เลิกทำตัวเป็นกำแพง
๓สมุดระดับน้ำของครูประเสริฐ
ทุกเช้าเวลา 6 โมงครึ่ง ครูประเสริฐ พรหมมา ครูวิทยาศาสตร์เกษียณวัย 69 ปี เดินไปที่ท่าน้ำหน้าศาลาวัด อ่านตัวเลขบนไม้วัดระดับที่ทาสีขาวสลับแดงทุก 10 เซนติเมตร แล้วจดลงสมุดปกแข็งสีน้ำเงิน เขาทำแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2555 สมุดเล่มที่ 15 วางอยู่บนโต๊ะในบ้านของเขาขณะที่เราคุยกัน
ข้อมูลในสมุดเหล่านี้คือหลักฐานชิ้นเดียวที่ชุมชนมี เพราะไม่มีจุดวัดระดับน้ำอยู่ที่คลองสายนี้โดยตรง ครูประเสริฐนับตัวเลขชุดเดิมทุกปี คือจำนวนวันที่น้ำในคลองสูงเกินตลิ่ง กับจำนวนวันที่น้ำขึ้นถึงพื้นห้องนอนของบ้านหลังกลางๆ ในชุมชน ซึ่งเขาหาจากการสำรวจบ้านทุกหลังทุกปีร่วมกับนักเรียนอาสา๓
แผนภาพ ๑
น้ำไม่ได้ลด แต่บ้านพ้นทางน้ำ
จำนวนวันต่อปี ปีเว้นปี ตั้งแต่ 2555 ถึง 2567 (ข้อมูลสมมติ)
- แท่งลายเส้น วันที่น้ำในคลองสูงเกินตลิ่ง
- แท่งทึบ วันที่น้ำขึ้นถึงพื้นห้องนอนของบ้านหลังกลางๆ
ดูตัวเลขเป็นตาราง
| ปี พ.ศ. | น้ำสูงเกินตลิ่ง (วัน) | น้ำถึงพื้นห้องนอน (วัน) |
|---|---|---|
| 2555 | 34 | 31 |
| 2557 | 29 | 24 |
| 2559 | 37 | 22 |
| 2561 | 41 | 15 |
| 2563 | 36 | 9 |
| 2565 | 44 | 7 |
| 2567 | 39 | 5 |
ตัวเลขชุดแรกไม่ได้ดีขึ้นเลย ปี 2565 น้ำล้นตลิ่ง 44 วัน มากที่สุดเท่าที่เคยจด แต่ตัวเลขชุดหลังลดลงจาก 31 วันในปี 2555 เหลือ 5 วันในปี 2567 “คนชอบถามผมว่าน้ำลดหรือยัง” ครูประเสริฐพูด “น้ำไม่ได้ลด เราต่างหากที่ย้ายออกมาจากทางของมัน”
๔เวรเรือ
บ้านที่ยกสูงแก้ปัญหาข้าวของจมน้ำได้ แต่ก็สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา ผู้สูงอายุที่อยู่บนบ้านสูงลงมาไม่ได้เมื่อซอยกลายเป็นคลอง ในชุมชนมีผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังหรืออยู่กับหลานเล็กๆ 23 คน และในจำนวนนี้มี 7 คนที่ต้องไปฟอกไตสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
คำตอบคือ “เวรเรือ” ระบบที่นวลจันทร์ สุขเจริญ พยาบาลวัย 34 ปีซึ่งเติบโตในชุมชนนี้ ริเริ่มไว้ในกลุ่มแชตของชุมชนเมื่อปี 2561 เจ้าของเรือ 17 ลำลงชื่อรับเวรเป็นช่วงละ 6 ชั่วโมงตลอดฤดูน้ำหลาก ผู้ป่วยแต่ละคนมีเรือประจำ 2 ลำ คือลำหลักกับลำสำรอง และมีป้ายพลาสติกสีเหลืองแขวนไว้หน้าบ้าน เมื่อต้องการความช่วยเหลือก็พลิกป้ายเป็นด้านสีแดง คนพายเรือผ่านเห็นได้แม้โทรศัพท์จะแบตหมดหรือไฟดับ
ปีที่แล้วเวรเรือรับส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาล 212 เที่ยว ไม่มีนัดฟอกไตครั้งไหนพลาด นวลจันทร์บอกว่าส่วนที่ยากที่สุดไม่ใช่การพายเรือ แต่คือการทำให้ผู้สูงอายุยอมพลิกป้ายแดง “ผู้เฒ่าผู้แก่บ้านเราไม่ชอบเป็นภาระใคร หลายคนนั่งรอจนอาการหนัก เราเลยต้องพายผ่านทุกบ้านวันละ 2 รอบ ไม่ว่าป้ายจะเป็นสีอะไร”
ป้ายเหลืองแดงนั้นเรียบง่ายจนดูไม่เหมือนเทคโนโลยี แต่ป้ายนี้มีที่มาจากความล้มเหลวครั้งหนึ่ง ปี 2560 สัญญาณโทรศัพท์ในซอยหายไป 2 วันเต็ม และผู้ป่วยเบาหวานคนหนึ่งต้องรอจนเพื่อนบ้านได้ยินเสียงเคาะฝาบ้าน ตั้งแต่นั้นมา ทุกระบบในเวรเรือต้องทำงานได้แม้ไม่มีไฟฟ้า
๕สิ่งที่บ้านสูงแก้ไม่ได้
ความสำเร็จของพลับพลึงเงินมีขอบเขตชัดเจน และคนในชุมชนเองก็พูดถึงขอบเขตนั้นอย่างตรงไปตรงมา บ้าน 41 หลังที่ยกแล้วคิดเป็นไม่ถึง 1 ใน 3 ของทั้งชุมชน บ้านที่เหลือส่วนใหญ่เป็นบ้านเช่าซึ่งเจ้าของไม่ได้อยู่เอง และไม่มีเหตุผลที่จะลงทุน ผู้เช่าที่จ่ายค่าเช่าเดือนละ 3,000 บาทคือกลุ่มที่ยังต้องลุยน้ำทุกปี
ดร.วรเชษฐ์ อินทร์แก้ว นักอุทกวิทยาที่อาสามาช่วยตรวจสมุดของครูประเสริฐ ชี้ว่าจำนวนวันน้ำล้นตลิ่งที่ไม่ลดลงสอดคล้องกับ 2 เรื่องที่ชุมชนควบคุมไม่ได้ และเป็นที่รู้กันมานานในเมืองนี้ คือแผ่นดินที่ทรุดตัวในหลายพื้นที่ และน้ำทะเลหนุนในช่วงปลายปีซึ่งทำให้น้ำในคลองระบายลงทะเลได้ช้า๔ “การยกบ้านซื้อเวลาได้ แต่ไม่ได้ซื้ออนาคต” เขาบอก “ถ้าระดับน้ำสูงขึ้นอีก 50 เซนติเมตร น้ำท่วมขนาดเดียวกับเมื่อ 15 ปีก่อน จะขึ้นมาถึงพื้นใหม่ที่วันนี้ยังอยู่เหนือเส้นน้ำปีนั้น บ้านที่ยกแล้วก็จะกลับไปจมน้ำเหมือนก่อนยก”
อีกเรื่องที่ยังตกลงกันไม่ได้คือข้อเสนอของหน่วยงานท้องถิ่นที่จะสร้างแนวเขื่อนคอนกรีตทึบตลอดริมคลอง ซึ่งจะทำให้น้ำไหลเข้าออกใต้ถุนบ้านไม่ได้อีกต่อไป คณะกรรมการชุมชนจึงทำหนังสือขอให้ออกแบบใหม่เป็นคันดินที่เว้นช่องระบายทุก 20 เมตร ถึงวันที่เราเขียนเรื่องนี้ยังไม่มีคำตอบ๕
๖ความรู้ที่ไม่มีใครเขียนไว้
ตอนเย็นวันสุดท้ายที่เราอยู่ในชุมชน ลุงเชิดกำลังสอนเด็กหนุ่ม 2 คนจากชุมชนข้างเคียงวิธีวางแม่แรงให้แรงกดกระจายเท่ากันทุกเสา เขาไม่มีแบบแปลน ไม่มีคู่มือ มีแต่เชือกขึงระดับกับสายยางใสใส่น้ำที่ใช้เทียบความสูงทั้ง 4 มุมบ้าน ซึ่งเป็นวิธีที่ช่างรุ่นก่อนใช้ปรับระดับเรือนไม้มานานกว่าที่ใครในซอยจะจำได้
สิ่งที่พลับพลึงเงินทำไม่ใช่นวัตกรรมในความหมายที่โครงการพัฒนาเมืองชอบใช้ แต่เป็นการรื้อฟื้นความรู้เก่าที่เคยมีอยู่แล้ว แล้วเติมสิ่งที่คนรุ่นก่อนไม่เคยมี คือสมุดจดตัวเลขที่พิสูจน์ได้ว่าวิธีนี้ได้ผล กองทุนที่ทำให้คนรายได้น้อยก็ยกบ้านได้ และกลุ่มแชตที่ทำให้ไม่มีใครถูกลืมไว้บนบ้านสูง
ก่อนเรากลับ ป้าสายหยุดพาเดินไปดูคราบน้ำบนผนังศาลาวัด เส้นบนสุดคือปีน้ำท่วมใหญ่ สูงกว่าศีรษะของป้า เส้นที่ต่ำลงมาเป็นของปีอื่นๆ ซึ่งใครสักคนเอาปากกาเมจิกเขียนตัวเลขกำกับไว้ “เด็กรุ่นหลานจะไม่รู้จักบ้านที่ไม่มีใต้ถุน” ป้าพูด “ซึ่งก็ดีแล้ว เพราะรุ่นปู่ของป้าก็ไม่รู้จักเหมือนกัน”
เชิงอรรถและที่มา
- เวลาจากประวัติข้อความในโทรศัพท์ของครอบครัวศรีเมือง และการสัมภาษณ์เพื่อนบ้านอีก 4 ครัวเรือน
- ข้อมูลกองทุนออมทรัพย์ชุมชนพลับพลึงเงิน ณ เดือนกันยายน 2569 มีสมาชิก 118 ครัวเรือน เงินหมุนเวียน 2.6 ล้านบาท
- สมุดบันทึกระดับน้ำของครูประเสริฐ พรหมมา เล่ม 1 ถึง 15 (พ.ศ. 2555 ถึง 2569) แผนภาพ ๑ แสดงปีเว้นปีตั้งแต่ 2555 ถึง 2567
- บันทึกการตรวจสมุดระดับน้ำโดย ดร.วรเชษฐ์ อินทร์แก้ว
- หนังสือของคณะกรรมการชุมชนพลับพลึงเงินถึงหน่วยงานท้องถิ่น และการติดตามทางโทรศัพท์ครั้งล่าสุดก่อนเผยแพร่